skip to Main Content

การแสดงพื้นบ้านสามารถบ่งชี้ถึงความเจริญทางวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดีสำหรับในประเทศไทยนั้นในแต่ละพื้นที่มีการแสดงที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวและสามารถบ่งบอกเรื่องราวในอดีตได้จากการแสดงพื้นบ้านซึ่งมีการถ่ายทอดติดต่อกันเป็นเวลานาน ในส่วนวัฒนธรรมและการแสดงภาคกลางหากศึกษาจากภูมิประเทศและประวัติศาสตร์จะพบว่าเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์

โดยภาคกลางเปรียบเสมือนครัวของประเทศซึ่งการเพาะปลูกและผลิตผลทางการเกษตรสามารถผลิตได้จากทางภาคกลาง

การแสดงภาคกลาง สะท้อนให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์

ซึ่งพืชที่สำคัญของภาคกลางคือข้าวและยังมีพื้นที่ปลูกพืชสวน พืชไร่ หากย้อนไปในประวัติศาสตร์จะพบว่าข้าวและเสบียงอาหารของกรุงศรีอยุธยาในยามออกศึกทางภาคกลางจะเป็นผู้ผลิตและป้อนสู่กองทัพอยุธยา

ความสำคัญในส่วนนี้จึงมีการพัฒนาและถ่ายทอดมาเป็นการแสดงภาคกลาง

ที่มีทิศทางเกี่ยวกับกิจกรรมในระหว่างการทำการเกษตรเช่น เพลงเรือ เพลงอีแซว ลำตัด เพลงเกี่ยวข้าว ระบำชาวนา

เพลงเรือในการแสดงภาคกลาง ต้องอยู่ในเรือด้วยนะ

หากย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์…

การเป็นอยู่ของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในภาคกลางจะมีความอุดมสมบูรณ์ มีแหล่งน้ำที่เหมาะแก่การเพราะปลูกเป็นยุคในน้ำมีปลาในนามีข้าว ประชาชนส่วนใหญ่ทำเกษตรกรรม

ดูได้จากสินค้าที่มีชื่อเสียงของจังหวัดในลุ่มภูมิภาคภาคกลางจะเป็นสินค้าเกษตรไม่ว่าจะเป็นข้าวหอมมะลิและสายพันธุ์อื่นๆ ปลาน้ำจืด ผลไม้ รวมถึงมีแม่น้ำสำคัญๆ หลายสายไหลผ่านบริเวณภาคกลาง

ส่งผลทำให้มีน้ำเพียงพอต่อการเพาะปลูก

การละเล่นของคนภาคกลางจึงเน้นไปทางเกี้ยวพาราสีระหว่างชายหญิงอย่างสนุกสนานเพื่อใช้ละเล่นช่วยพักหลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตร โดยมีการแสดงภาคกลางที่น่าสนใจและมีถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นตามรายละเอียดดังต่อไปนี้

ทั้งหมดนี้ึคือ… การแสดงภาคกลาง

 


– รำวง เป็นการละเล่นกันหลายคนโดยรำพร้อมกันด้วยท่ารำ 4 ท่าคือ สอดสร้อยมาลา ชักแป้งผัดหน้า แขกเต้าเข้ารัง และรำส่าย สำหรับเพลงที่ใช้คือ งามแสงเดือน ชาวไทย รำมาซิมารำ และคืนเดือนหงาย

 


– รำสีนวล เป็นการละเล่นรื่นรมย์ของหญิงสาวที่มีการรำด้วยกิริยาอ่อนหวานสวยงาม และ มีอิริยาบถที่ นุ่มนวลอ่อนช้อยแบบกุลสตรีไทย

 


– รำโทน เป็นการรำประกอบจังหวะพร้อมกับการตีโทน ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีสำคัญในการรำโทน เป็นการละเล่นเพื่อความสนุกสนานและเพื่อเกี้ยวพาราสี

 


– รำกลองยาวหรือการเล่นเถิดเทิง เป็นการละเล่นของทางภาคกลางที่เรามักจะชินตาซึ่งจะสามารถเห็นได้อยู่ในปัจจุบันนี้ตามงานมงคลต่างๆเช่นงานบวช งานแต่ง งานรื่นเริง โดยการรำกลองยาวสันนิษฐานว่าเป็นการละเล่นที่มีอิทธิพลได้มาจากการละเล่นของพม่าเมื่อครั้งมีการทำสงครามซึ่งเป็นช่วงเวลาพักรบทางทหารพม่าต่างเล่นกันสนุกสนานเพื่อผ่อนคลายความเครียด

 


– ลำตัด เป็นอีกหนึ่งการแสดงภาคกลางที่ยังสามารถหาชมได้แต่ในปัจจุบันถึงแม้เริ่มหาชมได้ยากแต่ก็ยังไม่สูญหายไป โดยการเล่นลำตัดเป็นการเปรียบได้เหมือนการร้องเพลงลับฝีปากระหว่างชายหญิงโดยมีการร้องเกี้ยวพาราสีปะทะคารมหยอกล้อเพื่อความสนุกสนาน

 


– ระบำชาวนา  การแสดงชนิดนี้จะเป็นการละเล่นโดยอธิบายวิธีการทำนาของชาวนาตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงการเกี่ยวข้าว โดยผู้แสดงจะมีอุปกรณ์ประกอบท่าระบำชาวนาเช่น รวงข้าว กระด้ง เคียวเกี่ยวข้าว โดยท่ารำจะมีการสื่อความหมายถึงความเป็นอยู่ของชาวนาและขั้นตอนการทำนารวมถึงการหว่านข้าว ประกอบกับดนตรีที่มีความสนุกสนานโดยจะไม่มีการขับร้องและจะมีเฉพาะเสียงเพลงดนตรีเท่านั้นโดยใช้ท่าร่ายรำเพื่อสื่อความหมาย

 


– เพลงฉ่อย จะใช้เพียงการปรบมือประกอบจังหวะโดยการแสดงภาคกลางลักษณะนี้จะคล้ายการแสดงลำตัดโดยเป็นการโต้ตอบระหว่างฝ่ายหญิงและฝ่ายชายและมีการร้องลูกคู่ร่วมกัน

 


–  เพลงเรือ เป็นการแสดงของคนภาคกลางซึ่งการร้องเพลงเรือเป็นเพลงที่มีการสืบทอดกันมาอย่าง ยาวนานโดยบ่งบอกถึงความผูกพันระหว่างวิถีชีวิตชาวภาคกลางกับสายน้ำ โดยจะใช้ขับร้องในขณะที่กำลังพายเรือ หรืออาจจะเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าการเห่เรือโดยในบางโอกาสใช้ขับร้องระหว่างพายเรือชักพระทางน้ำในวันออกพรรษา

 


– เพลงอีแซว  การแสดงพื้นบ้านของคนภาคกลางโดยพบมากในจังหวัดสุพรรณบุรีและจังหวัดใกล้เคียง โดยช่วงแรกของการเล่นเพลงอีแซวเป็นการร้องเพลงเกี้ยวพาราสีระหว่างชายหญิงหลังจากนั้นได้มีการพัฒนาดัดแปลงเนื้อหาโดยส่วนใหญ่นิยมใช้เพลงอีแซวในงานมงคลแต่ไม่นิยมร้องในงานแต่งงาน

 


– ลิเก เป็นการแสดงภาคกลางที่มีประวัติอย่างยาวนานโดยคาดว่าเริ่มตั้งแต่ในกรุงศรีอยุธยา ในปัจจุบันนี้ยังคงมีคณะลิเกที่เปิดให้การแสดงถึงแม้จะได้รับความนิยมลดน้อยลงไปแต่ยังคงมีคนรุ่นใหม่คอยสืบสานวัฒนธรรมในส่วนนี้

 


– รำวงมาตรฐาน เป็นอีกหนึ่งการแสดงภาคกลางที่เชื่อว่าในปัจจุบันนี้มีความคุ้นเคยเนื่องจากเป็นอีกหนึ่งวิชาที่ถูกบรรจุในการเรียนการสอน สำหรับรำวงมาตรฐานได้รับการพัฒนามาจากการรำโทนซึ่งเป็นการรำร้องรำระหว่างชายหญิงโดยรำพร้อมกันเป็นคู่ๆ โดยเพลงที่ถูกใช้ในการร้องระหว่างรำวงมาตรฐานที่คุ้นเคยมากที่สุดก็คือเพลงงามแสงเดือน หนึ่งใน10 เพลงของรำวงมาตรฐาน

 


-เต้นกำรำเคียว เป็นการแสดงพื้นบ้านของทางภาคกลางซึ่งนิยมเล่นในแถบจังหวัดนครสวรรค์ซึ่งส่วนใหญ่ประชาชนจะมีอาชีพหลักคือการทำนาเป็นการแสดงที่ใช้ในระหว่างการพักจากการเกี่ยวข้าวโดยเป็นการร้องรำระหว่างชายหญิงซึ่งในอดีตการเกี่ยวข้าวแต่ละครั้งมักใช้วิธีช่วยเหลือเกื้อกูลกันโดยทุกคนจะมาร่วมแรงร่วมใจเกี่ยวข้าวเพื่อให้งานออกมาเสร็จเร็วจึงเกิดการร้องรำทำเพลงระหว่างการเกี่ยวข้าวและช่วงเวลาหยุดพัก

 

จะเห็นได้ว่าการแสดงภาคกลางจะเน้นไปในเรื่องของการเกษตรกรรม เนื่องจากเป็นภูมิภาคที่มีความอุดมสมบูรณ์อาชีพหลักของชาวบ้านจะเป็นการทำนาและปลูกพืชสวนพืชไร่ด้วยกิจกรรมต่างๆ ที่มีการแสดงออกมานั้นจึงมีกลิ่นอายของเกษตรกรรมเข้าไปเกี่ยวข้องกับการแสดง

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์และสามารถทำให้เราทราบได้ว่าในอดีตภาคกลางของประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติเป็นอย่างมาก

Back To Top