skip to Main Content

รากเหง้าและประวัติศาสตร์ของชาติไทยเกิดขึ้นและพัฒนามาจากความเป็นอยู่ในอดีต สภาพ สังคมและการละเล่นเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีการพัฒนามาจากการละเล่นพื้นบ้านของบรรพบุรุษอดีต  สำหรับทางภาคเหนือเป็นภูมิภาคที่มีชายแดนติดกับประเทศพม่าจึงมีความสัมพันธ์กันอย่างเหนียวแน่นเพราะในอดีตทางภาคเหนือเป็นส่วนหนึ่งของทั้งประเทศพม่าพร้อมกับมีความหลากหลายของชนกลุ่มต่างๆ ผสมผสานกันอย่างลงตัว ทำให้วัฒนธรรมและการแสดงออกรวมถึงภาษา อาหารมีความคล้ายคลึงกันกับ ประเทศพม่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

สะท้อนให้เห็นถึงอุปนิสัยของคนเหนือ

คนภาคเหนือ มีอุปนิสัยที่ใจเย็นและเป็นมิตร

ซึ่ง การแสดงภาคเหนือ มีการถ่ายทอดเอกลักษณ์และซ่อนความหมายที่สำคัญของการละเล่นอยู่ในการแสดงทำให้เราได้รับรู้ความเป็นไปในอดีตของคนยุคนั้น หากย้อนกลับไปในอดีตทางภาคเหนือมีสภาพภูมิประเทศที่สมบูรณ์มีป่าหนาแน่นในพื้นที่โดยเรามักได้ยินการค้าไม้สักเป็นสินค้าสำคัญของพื้นที่ทางภาคเหนือในยุคนั้นเพราะมีทรัพยากรในส่วนนี้อย่างมากมาย พร้อมด้วยสภาพอากาศที่หนาวเย็น ทำให้คนทางภาคเหนือมีอุปนิสัยที่สุขุมเยือกเย็น นุ่มนวล สำเนียงการพูดของคนทางเหนือก็จะพูดช้าๆ และนั้นส่งผลมาถึงดนตรีของท้องถิ่นและการแสดงภาคเหนือ ที่มีท่วงทำนองช้า นุ่มนวล ตามไปด้วย โดยการแสดงของภาคเหนือที่นิยมกันคือการฟ้อน มีอ่อนช้อยและทุกการแสดงมีความหมายแฝงในการแสดงทั้งหมด

 

ความนุ่มนวลคือจุดเด่นของ การแสดงภาคเหนือ

การแสดงภาคเหนือ แสดงถึงความนุ่มนวลและอ่อนช้อย

สำหรับปัจจัยของการแสดงภาคเหนือมีการผสมผสานกันระหว่างชาวพื้นเมืองในพื้นที่ ซึ่งเอกลักษณ์ของการแสดงภาคเหนือคือมีท่วงท่าที่นุ่มนวล อ่อนช้อย งดงาม  บางการแสดงเปี่ยมไปด้วยความแข็งขันดุดันและมีเครื่องดนตรีพื้นเมืองเฉพาะถิ่นที่มีความโดดเด่น เช่น สล้อ ซอ ซึง ที่พบส่วนมากทางภาคเหนือและใช้เป็นเครื่องดนตรีในการบรรเลงเพลงพร้อมกับการแสดงภาคเหนือที่ยังคงสืบทอดต่อกันมาและยังคงเอกลักษณ์บ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของท้องถิ่น

 

พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ผู้พื้นฟูศิลปะล้านนา

ต่อมาในยุคของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เป็นยุคที่มีการล่าอาณานิคมทำให้ต้องมีการผูกมิตรกันระหว่างเมืองเพื่อความปึกแผ่นของเอกราชและผนึกรวมตัวกัน ซึ่งในยุคนั้นเองประเทศพม่าได้ถูกประเทศอังกฤษเข้ายึดครองและล่มสลายต่อมากษัตรีย์ของพม่าในยุคนั้นต้องถูกเชิญไปยังทางประเทศอินเดียและทางทหารอังกฤษได้เข้ามาควบคุมบ้านเมือง สำหรับนครเชียงใหม่ซึ่งตั้งอยู่ใกล้พม่าได้ผูกสัมพันธไมตรีกับสยามโดยพระธิดาในพระเจ้าอินทวิชยานนท์ พระเจ้าเชียงใหม่องค์ที่ ๗ กับเจ้าแม่ทิพเกสรคือพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ทรงเป็นพระชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระราชชายาเจ้าดารารัศมี

ซึ่งพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ทรงมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมล้านนา  พระองค์ทรงรื้อฟื้นศิลปะการฟ้อนรำและดนตรีพื้นเมืองทั้งหมดทรงโปรดให้จัดการฝึกสอนขึ้นในพระตำหนักของพระองค์ โดยแบ่งลักษณะการแสดงภาคเหนือได้เป็น ๓ ลักษณะ

  1. การฟ้อนแบบพื้นเมืองเดิม ซึ่งเป็นการแสดงภาคเหนือที่มีอยู่ตามท้องถิ่น เช่น การฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน
  2. การฟ้อนที่ได้รับอิทธิพลจากกลุ่มชาติพันธุ์อื่นเช่น พม่า ไทยใหญ่ ยกตัวอย่างเช่น ฟ้อนไต ฟ้อนเงี้ยว
  3. การฟ้อนแบบคุ้มหลวง คือการฟ้อนที่เกิดขึ้นในคุ้มของพระราชชายา เจ้าดารารัศมี โดยมีการผสมผสานการฟ้อนในแบบภาคกลาง เช่น ฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตา  ฟ้อนน้อยใจยา

 

สำหรับตัวอย่างการแสดงภาคเหนือที่มีความสำคัญมีรายละเอียดดังต่อไปนี้


-ฟ้อนเงี้ยว เป็นการฟ้อนเพื่ออัญเชิญพระรัตนตรัยรวมทั้งเทพยดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อขอพรและอัญเชิญมาเพื่อขอพระบารมีปกป้องสิ่งไม่ดีพร้อมขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งมีลีลาการฟ้อนที่อ่อนช้อยและงดงาม

 


-ฟ้อนเทียน ในอดีตแสดงเพื่อบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในพิธีสำคัญ ผู้ฟ้อนมักเป็นเชื้อพระวงศ์ฝ่ายใน มีลักษณะการแสดงคล้ายการฟ้อนเล็บโดยนิยมแสดงในเวลากลางคืนเพื่อความสวยงาม

 


 -ฟ้อนเล็บ เป็นการแสดงในงานบุญสำคัญเชื่อว่าเป็นการทำบุญอย่างหนึ่งของผู้ฟ้อนเล็บ โดยผู้ฟ้อนจะต้องสวมเล็บด้วยทองเหลืองทั้ง8นิ้วโดยยกเว้นนิ้วโป้ง

 


-ฟ้อนสาวไหม เกิดจากวิถีชีวิตชาวบ้านในอดีตโดยเกิดจากการทอผ้าของชาวล้านนา เป็นการเลียนท่าฟ้อนมาจากการทอผ้าไหมของชาวบ้าน

 


-ฟ้อนขันดอก  เป็นรูปแบบการฟ้อนทีนิยมแสดงในงานมงคลโดยจะมีขันดอก หรือ พาน ใส่ดอกไม้สดพร้อมกับร่ายรำที่อ่อนช้อยสวยงามตามแบบฉบับของศิลปะการฟ้อนแบบล้านนา

 


-ฟ้อนดาบ   เป็นการฟ้อนที่มีท่าร่ายรำมาจากท่าฟันดาบเป็นการแสดงโบราณดั่งเดิมของชาวเหนือ

 


 -ระบำซอหรือฟ้อนมูเซอ เป็นการแสดงที่พระราชชายา เจ้าดารารัศมีทรงเตรียมการแสดงเพื่อรอรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เมื่อเครื่องทรงเยือนเมืองเชียงใหม่

 


 –ตีกลองสะบัดชัย ในอดีตตีกลองยามออกรบเพื่อปลุกเร้าทหารและเพื่อความเป็นสิริมงคล สำหรับทำนองที่ใช้ในการตีกลองสะบัดชัยแบบโบราณมี 3 ทำนอง คือ ชัยเภรี, ชัย ดิถี และชนะมาร  นอกจากนี้การตีกลองสะบัดชัยยังใช้ในการส่งสัญญาณโจมตีข้าศึกและเป็นการให้สัญญาณแจ้งข่าวในชุมชน

 

การแสดงของภาคเหนือตามรายละเอียดที่ได้กล่าวในข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงภาคเหนือที่ทรงคุณค่าทางวัฒนธรรมมีความเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่น ซึ่งวัฒนธรรมเหล่านี้ในหลายพื้นที่สำหรับในต่างประเทศได้สูญหายไปตามกาลเวลา ในปัจจุบันทุกภาคส่วนยังคงร่วมแรงร่วมใจอนุรักษ์การแสดงของไทยเหล่านี้เพื่อให้คงอยู่ในต่อไปอีกนานเท่านานเพื่อให้ลูกหลานได้รับชม พร้อมรู้สึกหวงแหนและรักในบ้านเกิด

Back To Top